หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลี้ยงไส้เดือน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเลี้ยงไส้เดือน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิธีการแยกไส้เดือนออกจากปุ๋ยมูลไส้เดือน




การคัดแยกไส้เดือนมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ความสะดวกของผู้เลี้ยงไส้เดือน ปริมาณไส้เดือนที่เลี้ยง และความเอื้ออำนวยของสถานที่จัดการ วิธีการด้านล่างนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลายวิธีที่ท่านสามารถนำไปใช้ในการคัด แยกไส้เดือนได้

วิธีที่หนึ่ง:

ท่านที่เลี้ยงไส้เดือนปริมาณไม่มากในภาชนะ ท่านสามารถคัดแยกไส้เดือนโดยวิธีการนี้
นำผ้าพลาสติก 1 ผืนมาปูบนพื้น โดยทำกลางแสงแดด จากนั้นนำเบดดิ้งที่มีไส้เดือนอาศัยอยู่ มาเทกองเป็นภูเขาลูกเล็กๆ หลายๆกอง บนผ้าพลาสติกที่ปูไว้
ซึ่งโดยธรรมชาติของไส้เดือนแล้ว ไส้เดือนจะกลัวแสงแดดและมุดหนีลงด้านล่างหากถูกแสง จากนั้นจึงปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที จึงทำการปาดดินจากส่วนผิวด้านบนออกทีละน้อย จนเมื่อเจอไส้เดือนเมื่อใด จึงหยุดปาดผิวดินและปล่อยทิ้งเอาไว้อีกประมาณ 20 นาทีเพื่อรอให้ไส้เดือนได้มุดลงด้านล่าง
ท่านจะทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ในที่สุดแล้ว ไส้เดือนเกือบทั้งหมดมาขดรวมกันบริเวณด้านล่างของกองดิน ทำให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวไส้เดือน นำไส้เดือนที่ได้ไปใส่ภาชนะเลี้ยงใหม่ต่อไปและเติมที่อยู่ในภาชนะใหม่ให้ เต็ม


วิธีที่สอง:

หยุดให้อาหารที่เลี้ยงไส้เดือนเป็นเวลา 10 วัน หลังจากนั้นดันเบดดิ้งเก่าไว้ด้านหนึ่ง ไส่เบดดิ้งใหม่ลงไป ถัดจากเบดดิ้งเก่า
เมื่อถึงเวลารดน้ำ ให้รดน้ำเฉพาะบริเวณเบดดิ้งใหม่และงดให้น้ำหรืองดให้อาหารบริเวณเบดดิ้งเก่า
ปล่อยทิ้งเอาไว้เช่นนี้เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ซึ่งหลังจากนี้ไส้เดือนเกือบทั้งหมดจะมาอาศัยที่เบดดิ้งใหม่แทน
จึงทำการเก็บที่อยู่เก่าเพื่อนำมูลไส้เดือนไปใช้ประโยชน์ต่อไป


วิธีที่สาม:

ใช้เครื่องคัดแยกมูลไส้เดือน วิธีการนี้เหมาะสำหรับฟาร์มใหญ่ๆที่ต้องคัดแยกเบดดิ้งไส้เดือนในปริมาณมาก

สายพันธุ์ไส้เดือน















ไส้เดือนแอฟริกา Eudrilus Eugeniae, African Night Crawler

ไส้เดือนแอฟริกา สามารถย่อยสลายขยะปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีลำตัวใหญ่ จึงใช้ผลิตมูลไส้เดือนเป็นการค้าได้อีกด้วย

ไส้เดือนแอฟริกาชอบอยู่อาศัยที่อุณภูมิ 24 - 29 องศาเซลเซียส แต่สามารถทนอยู่อาศัยได้ที่อุณภูมิระหว่าง 7-32 องศาเซลเซียส


-----------------------------------------------------















ไส้เดือนลายเสือ Eisenia foetida, Tiger worms, Brandling worms, Redworms, Red wiggler worms หรือ Manure worms

ไส้เดือนลายเสือ เป็นไส้เดือนกำจัดขยะยอดนิยมอันดับหนึ่งในต่างประเทศ และนำมาใช้ย่อยสลายขยะ และผลิตมูลไส้เดือนเป็นการค้ากันอย่างแพร่หลาย มีลำตัวเป็นลาย สีแดงน้ำตาลสลับสีเหลืองอ่อน คล้ายลายของเสือ ชอบอาศัยอยู่ตามขยะอินทรีย์ สิ่งเน่าสลายผุพัง ซากพืชซากสัตว์ และมูลสัตว์ต่างๆ มากกว่าที่จะอาศัยอยู่ในดินล้วนๆ ซึ่งพวกมันไม่ชอบ

ไส้เดือนลายเสือถูกนิยมนำมาใช้ย่อยสลายขยะในต่างประเทศ เพราะว่ามันสามารถอยู่อาศัยในถังขยะ และทนทานได้ดีกว่าไส้เดือนพันธุ์อื่นๆ พวกมันจะอยู่บริเวณตื้นๆไม่ลึกมากจากพื้นผิว ซึ่งต่างจากไส้เดือนแอฟริกาที่ชอบมุดอาศัยอยู่ลึกกว่า นอกจากนี้พวกมันยังทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้ดีกว่าไส้เดือนสาย พันธุ์อื่นๆด้วย ไส้เดือนลายเสือชอบอยู่อาศัยที่อุณภูมิ 15 - 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณภูมิที่พอเหมาะในต่างประเทศ แต่สามารถทนอยู่อาศัยได้ที่อุณภูมิระหว่าง 3-31 องศาเซลเซียส


-----------------------------------------------------








ไส้เดือนขี้ตาแร่, Pheretima peguana

ไส้เดือนขี้ตาแร่ เป็นไส้เดือนสายพันธุ์ไทย ราคาประหยัด เหมาะที่จะใช้กำจ้ดขยะอินทรีย์ จำพวกเศษผัก ผลไม้ มูลสัตว์ หรือเลี้ยงเพื่อผลิตมูลไส้เดือนจำหน่าย และยังสามารถเป็นอาหารสัตว์ต่างๆ
ไส้เดือนขี้ตาแร่ เป็นไส้เดือนที่มีความตื่นตัวสูงมาก และจะเลื้อยหนีอย่างรวดเร็วเมื่อถูกแตะตัว


-----------------------------------------------------

ติดต่อ สอบถาม คุณ เดช โทร: 081-7928277
email: gardenworks@gmail.com

การเลี้ยงไส้เดือน



ตัวอย่างบ่อเลี้ยงไส้เดือนในต่างประเทศ บ่อเลี้ยงไส้เดือนควรอยู่ในที่ร่มหรือใต้เงาต้นไม้ตลอดทั้งวัน




















ตัวอย่างบ่อเล้ยงไส้เดือนในร่ม


ก่อนการเตรียมเบดดิ้งเลี้ยงไส้เดือน ท่านควรพิจารณาก่อนว่าท่านต้องการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อใช้ทำอะไร เพราะความเหมาะสมของลักษณะการเลี้ยง และอาหารที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนนั้นจะแตกต่างกันออกไป ตามจุดประสงค์ของผู้เลี้ยง

- เลี้ยงเพื่อผลิตมูลไส้เดือนขาย
หากท่านต้องการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตมูลไส้เดือนขาย ท่านควรใช้วัสดุเลี้ยงเหล่านี้เพื่อความสม่ำเสมอของปุ๋ย ท่านควรใช้มูลสัตว์ล้วนๆ หรือ มูลสัตว์ผสมกับแกลบขาวที่หมักแล้วจนยุ่ย
การให้อาหารหรือเตรียมเบดดิ้งนั้น จะทำเพียงครั้งแรกครั้งเดียว หลังจากนั้นสองเดือนจึงทำการเก็บเกี่ยวมูลไส้เดือน



- เลี้ยงเพื่อนำตัวไส้เดือนมาใช้ประโยชน์เอง หรือนำปุ๋ยที่ได้มาใช้ประโยชน์เอง หรือเลี้ยงไส้เดือนเพื่อกำจัดขยะ
ลักษณะการเลี้ยงเช่นนี้จะง่ายกว่า เนืองจากท่านไม่ต้องกังวลถึงมูลไส้เดือนที่ท่านผลิตออกมาต้องให้ได้มาตรฐาน การให้อาหารสามารถให้ได้ตามต้องการของท่านเอง

-----------------------------------------


อุปกรณ์

- ท่านสามารถเลี้ยงไส้เดือนได้ทั้งในระบบเปิด หรือ ในระบบปิด โดยใช้วงบ่อคอนกรีต หรือ จะก่อสร้างบ่อขึ้นมาเองโดยใช้อิฐ
มอญ หรืออิฐบล็อกได้ โดยที่ด้านล่างมีรูระบายน้ำเล็กๆ ให้ออกด้านข้างอย่างน้อย 1 รู สำหรับท่านที่ไม่มีพื้นที่ ท่านสามารถ
เลี้ยงไส้เดือนในภาชนะ หรือในกาละมังได้

ลักษณะของบ่อเลี้ยงไม่จำกัดรูปทรง ความกว้างหรือความยาว แต่ควรสะดวกในการจัดการ และขอบบ่อควรมีความสูงอย่างน้อยประมาณ 40 ซม. จากพื้นดิน

- ดิน หรือปุ๋ยหมัก (หากหาดินหรือปุ๋ยหมักไม่ได้ ท่านสามารถใช้ปุ๋ยคอก หรือมูลสัตว์ล้วนๆแทนได้)

- ปุ๋ยคอก หรือ มูลสัตว์ ที่หมักแล้วอย่างน้อย 4-5 อาทิตย์ จนแน่ใจว่าไม่มีความร้อน

บ่อเลี้ยงควรอยู่ใต้ร่มเงาไม้หรือในที่ร่มตลอดทั้งวัน

- รดน้ำทุกๆ 2-3 วัน หรือเมื่อสังเกตุว่าผิวดินเรื่มแห้ง



วิธีการเลี้ยงไส้เดือนโดยใช้เศษอาหารเลี้ยง เพื่อนำตัวไส้เดือนมาใช้ประโยชน์เอง หรือนำปุ๋ยที่ได้มาใช้ประโยชน์เอง

ผสมดิน 80% ผสมกับ มูลสัตว์ 20% จึงทำการปล่อยไส้เดือนลงไปตรงกลาง แล้วจึงเริ่มให้อาหาร

ควรให้อาหารแต่พอเหมาะขุดดินตื้นๆและกลบฝังอาหารไว้ ควรตรวจดูทุกๆ 7 วัน ว่าอาหารที่ให้นั้นหมดหรือยัง ถ้าหมดแล้วจึงค่อยให้เพิ่ม ควรเปลี่ยนตำแหน่งการให้อาหารไปเรื่อยๆเพื่อป้องกันมิให้เบดดิ้งบริเวณนั้นๆ เกิดกรดเร็วเกินไป

โดยทั่วไปแล้ว ไส้เดือนกินอาหารอินทรีย์ได้ทุกชนิด ไม่เพียงแต่เศษอาหารเหลือจากครัวเรือนที่ท่านสามารถให้แก่ไส้เดือน แต่ท่านยังสามารถให้อาหารเหล่านี้ด้วย: เศษฟาง หญ้าแห้ง ใบไม้ เศษซากพืช ซากสัตว์ เศษผัก ผลไม้

เพาะเลี้ยง 'ไส้เดือนดิน' ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ

เพาะเลี้ยง 'ไส้เดือนดิน' ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ

ไส้เดือนดิน"ไส้เดือนดิน” จัดอยู่ในกลุ่มผู้ย่อยสลายซากอินทรีย์ในระบบนิเวศ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามที่อยู่อาศัยและนิสัยในการกินอาหารคือ ไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ตามผิวดินหรือใต้ซากอินทรีย์ และไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ใต้ดินโดยการขุดรูอยู่ โดยไส้เดือนดินที่อยู่ตามผิวดินหรือใต้ซากอินทรีย์จะมีประสิทธิภาพในการย่อย สารอินทรีย์ในดินได้ดีกว่า และมีการขยายพันธุ์ที่รวดเร็วกว่าด้วย โดยทั่วไปในธรรมชาติไส้เดือนดินมีอายุที่ยาวนาน ตั้งแต่ 4-10 ปีขึ้นอยู่กับชนิดของไส้เดือนดิน แต่เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงมักพบว่าไส้เดือนดินมีอายุสั้นลง โดยทั่วไปจะมีอายุเฉลี่ยไม่เกิน 2 ปี

สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญต่อ การเจริญเติบโตของไส้เดือนดินประกอบด้วย 1.ความชื้น ไส้เดือนดินแต่ละชนิดจะเจริญเติบโตได้ดีในความชื้นที่แตกต่างกัน เช่น ความชื้นที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินที่อาศัยอยู่ใต้ดินคือ 40-70% ส่วนไส้เดือนดินที่อาศัยใต้กองมูลสัตว์หรือซากอินทรีย์จะเจริญเติบโตได้ดี ที่ความชื้น 70-80% เป็นต้น 2.อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของไส้เดือนดิน อยู่ในช่วง 15-28 องศาเซลเซียส โดยไส้เดือนดินในเขตร้อนจะทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีกว่าไส้เดือนดินในเขตอบอุ่น 3.ความเป็นกรด-ด่างของดินมีผลต่อไส้เดือนดิน โดยทั่วไปความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินอยู่ในช่วง 6.0-8.0 อย่างไรก็ตามพบว่าไส้เดือนดินบางชนิดสามารถอาศัยอยู่ในสภาพที่เป็นกรดจัดได้ (3.7-4.7) 4.ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไส้เดือนดินจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในดินที่มีความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ระหว่าง 0.01-11.5% ถ้ามีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่สูงกว่าที่กำหนดจะเป็นอันตรายต่อ ไส้เดือนดิน

จากลักษณะการกินอาหาร (ซากอินทรีย์) และการอยู่อาศัยของไส้เดือนดิน ทำให้มีประโยชน์ต่อดินในแง่ของการย่อยสลายซากอินทรีย์ในดิน ทำให้ดินมีธาตุอาหารและสารต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งการเคลื่อนที่ไปหาอาหารของไส้เดือนดินเป็นการไชชอนดิน ทำให้ดินมีความร่วนซุย มีการระบายของน้ำและการแพร่กระจายของอากาศในดินได้ดี จึงเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในดินไม่ว่าจะเป็นพืช จุลินทรีย์ และสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ

วัตถุประสงค์ของการนำไส้เดือนดินมาเพาะ เลี้ยงในประเทศไทย มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกเป็นอาหารสัตว์ ประการที่สอง คือนำมาใช้ย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอาหารเพื่อผลิตเป็นปุ๋ย อินทรีย์ เช่น เศษผัก ผลไม้หรือมูลสัตว์ เป็นต้น

ไส้เดือนดินวิธีการเพาะเลี้ยงไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์มีด้วยกันหลายชนิด โดยสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมดังนี้

1. การเลี้ยงไส้เดือนดินในภาชนะต่าง ๆ เช่น กระถางปลูกต้นไม้ ลังไม้ หรือบ่อซีเมนต์เป็นต้น เป็นการเลี้ยงขนาดเล็ก และทำได้ทุกครัวเรือน ใช้พื้นที่น้อย การดูแลง่าย แต่ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้ก็น้อยตามขนาดของภาชนะที่เลี้ยง

2. การเลี้ยงไส้เดือนดินในภาชนะเป็นชั้น ๆ เช่น ชั้นไม้ หรือชั้นตู้พลาสติก เป็นต้น เป็นการเลี้ยงที่ใช้พื้นที่จำกัดได้ดี แต่มีข้อจำกัดคือต้องใช้แรงงานในการจัดการค่อนข้างมากและสิ้นเปลืองเวลา

3. การเลี้ยงไส้เดือนดินแบบแปลงกลางแจ้ง เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินที่ใช้เทคนิคง่าย ๆ ด้วยการตั้งกองอาหารเป็นแปลงสำหรับเลี้ยงไส้เดือนดิน คลุมอาหารของไส้เดือนดินด้วยฟางและตาข่าย สำหรับป้องกันสัตว์มาคุ้ยเขี่ย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไส้เดือนดินสามารถเลื้อยหนีออกได้ง่ายเมื่อสภาวะไม่ เหมาะสม เช่น อาหารหมดหรือน้ำท่วม เป็นต้น

4. การเลี้ยงไส้เดือนดินในโรงเรือน  เป็นการเลี้ยงที่นิยมสำหรับฟาร์มเกษตรกรส่วนใหญ่ เพราะสามารถจัดการสภาพแวดล้อมต่าง ๆในการเลี้ยงไส้เดือนดินได้ง่าย เช่น การก่อบล็อกสำหรับทำซองหรือคอกเลี้ยงไส้เดือนดิน โรงเรือนจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับต้นทุนของผู้เลี้ยงไส้เดือนดินเป็น หลัก

5. การผลิตไส้เดือนดินแบบอัตโนมัติ เป็นการเลี้ยงไส้เดือนดินอย่างเป็นระบบ ทำให้จัดการได้ง่าย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ต้นทุนสูงมาก ดังนั้นต้องมีการศึกษาพันธุ์ที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากไส้เดือนดินมีอยู่ 2 ชนิดคือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้งและปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบหรืออาหารที่ใช้ โดยทั่วไปถ้าเป็นจากเศษพืชหรือผักจะได้ปุ๋ยอินทรีย์ทั้งชนิดน้ำและแห้ง แต่มีปริมาณน้อย ส่วนมูลสัตว์จะได้ปริมาณปุ๋ยอินทรีย์ที่มากกว่า แต่ไม่ได้ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. เลขที่ 333 หมู่ 12    ถนนมิตรภาพ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง  จ.นครราชสีมา 30130 โทร. 0-4439-0107, 0-4439-0150 , 08-1999-4770 โทรสาร 0-4439-0150 อีเมล lamtakhong@tistr.or.th, momtree_k@tistr.or.th